วันช้างไทย (13 มีนาคม 2552) ที่ศูนย์คชศึกษา จังหวัดสุรินทร์

วันช้างไทย (13 มีนาคม 2552) ที่ศูนย์คชศึกษา จังหวัดสุรินทร์

หมวดหมู่ : บทความ

ข้อมูลโดย : admin

add-mykalenda

รายละเอียด :

ประสบการณ์ที่ข้าพเจ้าได้รับจากการไปเยี่ยมชมศูนย์คชศึกษาในวันช้างไทย(13 มีนาคม 2552) ก่อนที่จะเข้าร่วมทริปสื่อมวลชนซึ่งจัดขึ้นโดยสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (สสปน.) ในวันที่ 19-22 มีนาคมนั้นถือเป็นประสบการณ์ที่น่าจดจำเป็นอย่างยิ่ง ช้างถือเป็นสัตว์ประจำชาติของไทย รัฐบาลจึงประกาศให้ถือวันดังกล่าวเป็นวันช้างไทย เพื่อให้คนไทยรักและเห็นคุณค่าของช้างไทย ศูนย์คชศึกษานี้ตั้งอยู่ที่บ้านตากลาง อำเภอท่าตูม จังหวัดสุรินทร์ ซึ่งอยู่ห่างจากตัวเมืองไปทางทิศเหนือราว 58 กิโลเมตร ในทุกๆปีช้างมากกว่า 250 ตัวจะมีการแสดงที่ลานของศูนย์ในช่วงเทศกาลคล้องช้าง และในปีนี้เทศกาลดังกล่าวก็มีการจัดขึ้นในวันที่ 21-22 พฤศจิกายน 2550 นักท่องเที่ยวสามารถขี่ช้างเพื่อเที่ยวชมเมืองได้

ปกติแล้วข้าพเจ้าไม่ใช่คนที่ตื่นเช้านัก ดังนั้นการตื่นเช้าจึงเหมือนเป็นการค้นพบโลกใหม่ ข้าพเจ้าคิดถึงเหตุการณ์สำคัญสองเหตการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงเช้า เหตุการณ์แรกคือพิธีเซ่นไหว้ศาลปะกำ ซึ่งเป็นสถานที่ที่ไว้เก็บหนังปะกำที่ทำจากหนังควาย เก็บอุปกรณ์คล้องช้างในสมัยก่อน รวมทั้งเป็นสถานที่ที่เชื่อว่ามีวิญญาณของบรรพบุรุษชาวกุยและผีปะกำสิงสถิตย์อยู่ ชาวบ้านและนักท่องเที่ยวเดินทางมาไกลเพื่อเพื่อเซ่นไหว้ต่อดวงวิญญาณเหล่านี้ และพิธีกรรมดังกล่าวมักจะกระทำโดยหมอช้างอาวุโสซึ่งมีอำนาจศักดิสิทธิ์ในการติดต่อกับวิญญาณ

เหตุการณ์ที่สองที่เกิดขึ้นคือการเซ่นไหว้ดวงวิญญาณของช้างทั้งหลายที่สุสานช้างซึ่งถูกฝังอยู่ลึกในป่าข้างศูนย์คชศึกษา และอยู่ข้างๆวัดป่า และเช่นเดียวกันกับสุสานทหารสัมพันธมิตรที่จังหวัดกาญจนบุรี ที่นี่กระดูกช้างได้รับการฝังเป็นแถวเป็นแนวอย่างมีระเบียบและมีกระจกครอบทุกหลุม นอกจากนี้ยังมีกระดูกช้างจำนวนมากวางตั้งอยู่บนโต๊ะไม้สำหรับพิธีบูชา และมีพวงหรีดที่ทำจากผ้าเช็ดตัวสำหรับเซ่นไหว้วิญญาณช้าง

เมื่อข้าพเจ้าไปถึงที่ศูนย์คชศึกษา พิธีทำบุญกำลังจะเริ่มขึ้น มีเสียงสวดมนต์ของบรรดาพระผู้ใหญ่จากในเมือง และมีบรรดาข้าราชการ หมอช้างอาวุโส และแขกผู้มีเกียรติมาร่วมงาน ประธานในพิธีนี้คือ ปลัดจังหวัดสุรินทร์ ซึ่งกล่าวสุนทรพจน์มีเนื้อหาว่าศูนย์คชศึกษาจะร่วมมือกับค่ายอนุรักษ์ช้างอื่นๆในภาคเหนือ เช่น ที่จังหวัดเชียงใหม่และลำปาง เพื่อหารายได้อื่นๆให้กับควาญช้างและพวกช้าง

ในปี 2549 มีการเริ่มโครงการขององค์การบริหารส่วนตำบลในการนำช้างกลับคืนสู่ถิ่นฐานเพื่อให้เกิดการพัฒนาพื้นที่นั้นๆ จุดประสงค์หลักของโครงการนี้คือเพื่อสนับสนุนควาญช้างและช้างที่อยู่กระจัดกระจายทั่วประเทศให้กลับสู่ถิ่นกำเนิดโดยศูนย์คชศึกษาจะดูแลและให้การสนับสนุนควาญช้างเหล่านั้น เป้าหมายของศูนย์คชศึกษาคือการทำให้บ้านตากลางกลายเป็นหมู่บ้านช้างที่ใหญที่สุดในโลกและเป็นตัวอย่างสถานที่ที่ยั่งยืนสำหรับบรรดาควาญช้างและช้างของพวกเขา

นอกจากลิงที่ได้รับเกียรติอย่างมากในงานเทศกาลของจังหวัดลพบุรีแล้ว พวกช้างเหล่านี้ก็ได้รับการดูแลเป็นอย่างดีเยี่ยงราชาคือมีการจัดเลี้ยงผลไม้สดให้ในวันช้างไทยด้วย การได้เห็นช้างจำนวนมากได้กินอาหารอย่างที่ใจต้องการเป็นเรื่องที่น่าสนใจอย่างยิ่ง นอกจากนี้ ที่ศูนย์คชศึกษาจะมีช้างสองตัวทำการแสดงเป็นประจำทุกวันคือในเวลา 10.00 น. และ 14.00 น. ค่าชมการแสดงตลอด 30 นาทีนั้นแล้วแต่ผู้ชมจะให้ แต่ผู้ชมจะต้องเข้าชมให้ตรงเวลาคือ 10.00 น. ไฮไลท์สำคัญคือการแสดงความสามารถพิเศษอันหลากหลายของช้าง สำหรับข้าพเจ้าแล้ว การแสดงของช้างตัวเมียอายุ 36 ปีที่ชื่อทันใจถือเป็นการแสดงที่น่าชมที่สุด เพราะช้างตัวนี้เป็นช้างที่ตัวสูงที่สุดในประเทศไทย

ส่วนการอาบน้ำให้ช้างนั้นเริ่มตอน 16.00น. ที่บริเวณวังทะลุซึ่งเป็นจุดที่แม่น้ำมูลและชีไหลมาบรรจบการและเกิดเป็นป่าที่มีประโยชน์ทางนิเวศวิทยาและช่วยรักษาความหลากหลายทางชีววิทยาของพืชพรรณและสัตว์ในพื้นที่ นักท่องเที่ยวสามารถขี่ช้างเที่ยวชมรอบๆบริเวณศูนย์ได้โดยเสียค่าใช้จ่าย 100 บาท ของที่ระลึกที่นี่ก็ราคาไม่สูงมาก มีทั้งแหวนถัก สร้อยคอและแหวนที่ทำจากงาและกระดูกช้าง รวมทั้งเสื้อยืดราคา 150-200 บาทโดยนักท่องเที่ยวสามารถหาซื้อได้จากร้านขายของที่ระลึก และมีโอกาสจะได้ลิ้มลองรสชาติส้มตำลาวรสจัดจ้านจากร้านที่อยู่นอกศูนย์

พิพิธภัณฑ์ช้างซึ่งตั้งอยู่ภายในศูนย์มีจัดแสดงนิทรรศการประวัติศาสตร์เกี่ยวกับช้าง เช่น กระดูกช้างที่ได้รับการเก็บการรักษาไว้ อุปกรณ์คล้องช้างป่า รวมทั้งรูปถ่ายแสดงความสัมพันธ์ระหว่างควาญช้างชาวกุยและช้างของพวกเขา นอกจากนี้ยังมีการแสดงพิธีเซ่นไหว้ช้างที่ตายไปแล้วและพิธีกรรมอื่นๆ นักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวชมพิพิธภัณฑ์ยังจะได้เรียนรู้ลักษณะการแต่งกายตามประเพณีของชาวกุยและรู้วิธีการดูแลสุขภาพและความสะอาดให้กับช้างด้วย

ศูนย์คชศึกษาจะมีการจัดงานสำคัญๆปีละ 2 ครั้ง คือพิธีแต่งงานบนหลังช้างในวันวาเลนไทน์และพิธีบวชช้าง พิธีแต่งงานนี้เป็นพิธีของชาวกุยที่ควรได้รับการอนุรักษ์ไว้ โดยในวันแต่งงานเจ้าบ่าวและเจ้าสาวจะต้องสวมชุดแบบชาวกุย คือเจ้าบ่าวจะสวมโสร่วสีขาวกับเสื้อเชิ้ตแขนยาว มีผ้าไหมทอมือพาดไหล่และมีมาลัยที่ทำจากด้ายสามสีวางบนศีรษะ ส่วนเจ้าสาวจะสวมโสร่งแบบกุยกับเสื้อสีอ่อน มีผ้าคลุมไหล่สีแดงและสวมชะลอม (มงกุฎที่ทำจากใบตาล)บนศีรษะ คู่บ่าวสาวจะถูกแห่ไปรอบๆเมืองบนหลังช้าง

ส่วนพิธีบวชช้างนั้นจะจัดขึ้นในระหว่างวันขึ้น 13-15 ค่ำเดือน 6 ของทุกปี ถือเป็นพิธีที่ยิ่งใหญ่สำหรับชาวกุย และเชื่อกันว่าหากจะให้ได้บูญมากที่สุดก็จะต้องบวชในช่วงเข้าพรรษาเพราะเป็นช่วงที่พระภิกษุจะรักษาศีลอย่างเคร่งครัด พวกผู้ชายในหมู่บ้านใกล้เคียงก็จะมาเข้าพิธีบวชนี้พร้อมกับช้างและถูกแห่พร้อมกันไปที่วังทะลุที่อยู่ทางตอนเหนือของหมู่บ้านและเป็นที่ที่แม่น้ำชีและมูลไหลมาบรรจบกัน พิธีบวชนี้จะมีขึ้นที่ดอนบวชซึ่งเป็นเกาะกลางน้ำ

การเดินทางไปเที่ยวที่ศูนยช์คชศึกษาทำให้ได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆมากมาย เพราะที่เป็นสถานที่ที่เหมาะสำหรับการเรียนรู้อย่างแท้จริง มีการจัดแสดงความสัมพันธ์ที่แยกจากกันไม่ได้ของชาวกุยกับช้างของพวกเขาตั้งแต่เกิดจนตาย

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาติดต่อ
ศูนย์คชศึกษา
โทร: 0-4414-5050
เว็บไซต์: www.surinpao.org

วันช้างไทย (13 มีนาคม 2552) ที่ศูนย์คชศึกษา จังหวัดสุรินทร์-2   วันช้างไทย (13 มีนาคม 2552) ที่ศูนย์คชศึกษา จังหวัดสุรินทร์-3   วันช้างไทย (13 มีนาคม 2552) ที่ศูนย์คชศึกษา จังหวัดสุรินทร์-4   วันช้างไทย (13 มีนาคม 2552) ที่ศูนย์คชศึกษา จังหวัดสุรินทร์-5   วันช้างไทย (13 มีนาคม 2552) ที่ศูนย์คชศึกษา จังหวัดสุรินทร์-6   วันช้างไทย (13 มีนาคม 2552) ที่ศูนย์คชศึกษา จังหวัดสุรินทร์-7   วันช้างไทย (13 มีนาคม 2552) ที่ศูนย์คชศึกษา จังหวัดสุรินทร์-8   วันช้างไทย (13 มีนาคม 2552) ที่ศูนย์คชศึกษา จังหวัดสุรินทร์-9  

การเดินทาง :

railways-tab
airplans-tab
buses-tab
ships-tab
automobile-tab

dot