วัดพนัญเชิงวรวิหาร

วัดพนัญเชิงวรวิหาร

สถานที่ : ป ๒ หมู่ ๑๒ ต.กะมัง อ. พระนครศรีอยุธยา จังหวัด พระนครศรีอยุธยา ๑๓๐๐๐

หมวดหมู่ : สถานที่เเนะนำ

ข้อมูลโดย : Admin

add-mykalenda

ค่าธรรมเนียม : สำหรับชาวต่างประเทศเสียค่าเข้าชมคนละ ๒๐ บาท

สิ่งที่น่าสนใจ :

วัดพนัญเชิง เป็นพระอารามหลวงชั้นโท ชนิดวรวิหาร แบบมหานิกาย สร้างมาตั้งแต่ครั้งสมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี (จากคำให้การชาวกรุงเก่ากล่าวว่าเป็นพระอารามหลวงลำดับที่ ๑๕) อยู่ในเขตปกครองของคณะสงฆ์ตำบลหอรัตนไชย ตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาฝั่งตะวันออก ตอนใต้ของเกาะเมือง ทางราชการใช้ชื่อว่าตำบลคลองสวนพลู (หรือตำบลกะมัง) อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

กิจกรรม :

สักการะพระพุทธไตรรัตนนายก (หลวงพ่อโต) เป็นชนิดพระปูนปั้นปางมารวิชัยหน้าตักกว้าง ๗ วา ๑๐ นิ้ว สูงตลอดรัศมี ๙ วา ๒ ศอก ประดิษฐ์อยู่ในพระวิหารใหญ่ตามฝาผนังพระวิหารใหญ่ทั้ง ๔ ด้าน ทำเป็นช่องๆ ไว้บรรจุพระพุทธรูป ๘๔,๐๐๐ องค์ เป็นพระขนาดเล็กตามภาษาชาวบ้านว่า “พระงั่ง” ในทำเนียบพระพุทธรูปกล่าวว่า สร้างเมื่อปีชวด พ.ศ.๑๘๖๗ ก่อนสร้างกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี ๒๖ ปี แต่ไม่ได้ความว่าใครเป็นผู้สร้าง ได้รับการปฏิสังขรณ์เมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๑ เนื่องจากไฟไหม้ผ้าห่มพระพุทธไตรรัตนนายก ในพ.ศ.๒๔๔๔ ทำให้ชำรุดหลายแห่ง และซ่อมแซมเสร็จในปี พ.ศ.๒๔๗๒ มีการทำอุณาโลมเปลี่ยนใหม่ยกขึ้นติดตามเดิมเมื่อวันที่ ๑๕ พฤษภาคม พ.ศ.๒๔๗๒ ในปัจจุบัน ปี พ.ศ.๒๕๔๙ กำลังจะดำเนินการบูรณะครั้งใหญ่โดยจะทำการปิดทองใหม่ทั้งองค์ เพื่อให้เกิดความสวยงามเป็นที่น่าศรัทธาของพุทธศาสนิกชน

พระพุทธรูปองค์นี้ มีเรื่องอัศจรรย์อย่างหนึ่ง ซึ่งควรนำมากล่าวไว้ในนี้ด้วย คือ ตามคำให้การชาวกรุงเก่าเล่าว่า เมื่อใกล้จะเสียกรุงศรีอยุธยาแก่พม่าข้าศึกนั้น พระพุทธปฏิมากรองค์ใหญ่ในพระวิหารหลวง วัดพนัญเชิง มีน้ำพระเนตรไหลออกทั้งสองข้างจรดพระนาภี เหตุนี้ประชาชนจึงมีความเคารพนับถือมาก ถึงหน้าเทศกาลได้ไปประชุมกันนมัสการเป็นประจำทุกๆ ปี

 

การเดินทาง :

ก. เดินทางโดยรถยนต์ไปตามถนนพหลโยธิน แยกเข้าจังหวัดพระนครศรีอยุธยาที่สามแยกอำเภอวังน้อย ถนนสายโรจนะถึงเจดีย์ใหญ่วัดสามปลื้ม ตรงหลักกิโลเมตรที่ ๑ เลี้ยวซ้ายไปตามถนน ผ่านวัดใหญ่ชัยมงคลแล่นเรื่อยไปจนถึงวัด

ข. เดินทางโดยรถไฟไปยังสถานีจังหวัดพระนครศรีอยุธยาต่อรถประจำทาง หรือรถรับจ้างเพื่อข้ามเรือที่สถานีตำรวจป้อมเพชร ซึ่งเรียกว่า ท่าข้ามวัดสุวรรณดาราราม – วัดพนัญเชิงฯ

ค. เดินทางโดยเรือ มีเรือ ๓ สาย สายใต้และสายตะวันตก จะถึงวัดซึ่งอยู่ตรงข้ามสถานีตำรวจป้อมเพชรก่อนถึงจังหวัดพระนครศรีอยุธยา สายเหนือจะถึงตัวจังหวัดก่อนถึงวัด

 

รายละเอียด :

วัดพนัญเชิงเป็นพระอารามหลวงชั้นโทชนิดวรวิหาร แบบมหานิกาย เป็นวัดที่มีมาก่อนการสร้างกรุงศรีอยุธยา ไม่ปรากฏหลักฐานว่าใครเป็นผู้สร้าง ตามพงศาวดารเหนือกล่าวว่า พระเจ้าสายน้ำผึ้งซึ่งครองเมืองอโยธยาเป็นผู้สร้างขึ้นตรงที่พระราชทานเพลิงศพพระนางสร้อยดอกหมาก และพระราชทานนามวัดว่า “วัดพระเจ้าพระนางเชิง” หรือ "วัดพระนางเชิง" พระวิหาร เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปขนาดใหญ่ ตามพงศาวดารกล่าวว่าสร้างเมื่อ พ.ศ. 1867 ก่อนการสถาปนากรุงศรีอยุธยา 26 ปี เดิมชื่อ “พระพุทธเจ้าพนัญเชิง” (พระเจ้าพะแนงเชิง) แต่ในรัชกาลที่ 4 เมื่อมีการบูรณะปฏิสังขรณ์พระพุทธรูปองค์นี้ได้พระราชทานนามใหม่ว่า “พระพุทธไตรรัตนนายก” (ชาวบ้านนิยมเรียกหลวงพ่อโต ชาวจีนนิยมเรียกว่าซำปอกง ผู้คุ้มครองการเดินทางทางทะเล) เป็นพระพุทธรูปปูนปั้นศิลปะแบบอู่ทองปางมารวิชัยลงรักปิดทอง มีขนาดหน้าตักกว้าง 14 เมตร สูง 19.13 เมตร ฝีมือปั้นงดงามมาก เบื้องหน้ามีตาลปัตรหรือพัดยศ และพระอัครสาวกที่ทำด้วยปูนปั้นลงรักปิดทองประดิษฐานอยู่เบื้องซ้ายและขวา อาจนับได้ว่าเป็นพระพุทธรูปนั่งสมัยอยุธยาตอนต้นที่มีขนาดใหญ่มากที่สุดที่เหลืออยู่ในปัจจุบัน เป็นที่เคารพสักการะของชาวจังหวัดอยุธยาและจังหวัดใกล้เคียง เข้าใจว่าเมื่อสร้างพระองค์ใหม่เสร็จแล้วจึงสร้างพระวิหารหลวงขึ้นคลุมอีกทีหนึ่ง ตามตำนานกล่าวว่า เมื่อคราวพระนครศรีอยุธยาจะเสียกรุงแก่ข้าศึกนั้น พระพุทธรูปองค์นี้มีน้ำพระเนตรไหลออกมาทั้งสองข้าง ส่วนในพระวิหาร เสาพระวิหารเขียนสีเป็นลายพุ่มข้าวบิณฑ์ก้านแย่งสีแดงที่หัวเสามีปูนปั้นเป็นบัวกลุ่มที่มีกลีบซ้อนกันหลายชั้น ผนังทั้งสี่ด้านเจาะเป็นซุ้มเล็กประดิษฐานพระพุทธรูปขนาดเล็กโดยรอบจำนวน 84,000 องค์เท่ากับจำนวนพระธรรมขันธ์ตามความเชื่อทางพุทธศาสนา ส่วนประตูทางเข้าด้านหน้าซึ่งอยู่ทางทิศตะวันออก เป็นบานประตูไม้แกะสลักลอยตัวเป็นลายก้านขดยกดอกนูนออกมา เป็นลักษณะของศิลปะอยุธยาที่งดงามมากแห่งหนึ่ง พระอุโบสถ ประดิษฐานพระพุทธรูป 5 องค์ ศิลปะสุโขทัย วิหารเซียน อยู่ด้านหน้าของพระวิหารหลวงเป็นอาคารรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าซึ่งแต่เดิมมีภาพจิตรกรรมเขียนไว้บนผนังทั้งสี่ด้าน แต่ถูกโบกปูนทับไปแล้วเมื่อคราวบูรณะปฏิสังขรณ์ ข้างในพระวิหารหลังนี้ประดิษฐานพระพุทธรูปปูนปั้นศิลปะแบบอยุธยา ศาลาการเปรียญ หลังเก่าย้ายจากริมแม่น้ำมาอยู่ด้านหลังของวัด เป็นศาลาทรงไทยสร้างด้วยไม้ หน้าบันประดับช่อฟ้าใบระกา หางหงส์ บริเวณคอสอง(ขื่อ) ด้านในศาลามีภาพเขียนสีบนผ้าเป็นภาพพุทธประวัติอยู่โดยรอบ มีตัวอักษรเขียนไว้ว่าภาพเขียนสีนี้เขียนขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2472 ภายในศาลามีธรรมาสน์อยู่ 1 หลังสลักลวดลายสวยงามเป็นศิลปะแบบรัตนโกสินทร์ภายในวัดพนัญเชิงยังจะพบ ตึกเจ้าแม่สร้อยดอกหมาก ตั้งอยู่ริมแม่น้ำป่าสัก ก่อสร้างเป็นตึกแบบจีนเป็นที่ประดิษฐานรูปปั้นเจ้าแม่สร้อยดอกหมากในเครื่องแต่งกายแบบจีน ชาวจีนเรียกว่า “จูแซเนี๊ย” เป็นที่เคารพนับถือของชาวจีนทั่วไป

งานประเพณีทิ้งกระจาดจัดเป็นประจำทุกปี ในช่วงกลางเดือน ๗ ของจีน หรือตรงกับเดือน ๙ ของไทย (ประมาณปลายเดือนสิงหาคมถึงต้นเดือนกันยายน)

 


ความเชื่อและวิธีการบูชา  ความศักดิ์สิทธิ์ของหลวงพ่อโตเป็นที่กล่าวถึงกันอย่างกว้างขวาง โดยเชื่อว่าหากทำการค้าขายใด ๆ แล้วมาตั้งจิตอธิษฐานต่อหน้าหลวงพ่อ จะทำให้ซื้อง่ายขายคล่อง การค้าร่ำรวย และการงานรุ่งเรือง ถ้ามีเด็กเล็กที่เจ็บไข้ได้ป่วยง่าย นำมาถวายให้เป็นลูกของหลวงพ่อ หรือจุดธูปเทียนอธิษฐาน บารมีของท่านจะปกป้องคุ้มครอง ช่วยให้หายวันหายคืน ส่วนใหญ่นิยมบนบานด้วยการถวายผ้าห่มหลวงพ่อโต ซึ่งเชื่อว่าท่านจะอวยพรให้สัมฤทธิ์ผลดังใจหมาย


ภายในพระอุโบสถวัดพนัญเชิงนี้ มีพระพุทธรูปขนาดใหญ่ประดิษฐานอยู่ ๓ องค์ เรียงจากซ้ายไปขวา ดังนี้
     ๒.๑ พระพุทธรูปทอง สมัยสุโขทัยปางมารวิชัย หน้าตักกว้าง ๓ ศอก ๓ นิ้ว สูงจากฐานถึงยอดพระเศียร ๔ ศอก ๓ นิ้ว
     ๒.๒ พระพุทธรูปปูนปั้น สมัยอยุธยาปางมารวิชัย หน้าตักกว้าง ๔ ศอก สูงจากฐานถึงยอดพระเศียร ๕ ศอก ๑๑ นิ้ว
     ๒.๓ พระพุทธรูปนาก สมัยสุโขทัยปางมารวิชัย หน้าตักกว้าง ๓ ศอก ๑๓ นิ้ว สูงจากฐานถึงยอดพระเศียร ๕ ศอก

พระพุทธรูปทองและนาคนั้น สันนิษฐานว่าสร้างสมัยตอนปลายสุโขทัยราว พ.ศ. ๑๙๐๐ เดิมทีเดียวหุ้มปูนลงรักปิดทองไว้  เข้าใจว่าคงหุ้มมาตั้งแต่กรุงศรีอยุธยาเสียแก่พม่าครั้งสุดท้าย เมื่อ พ.ศ. ๒๓๑๐  ต่อมาเมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๙  ทางวัดจัดทำความสะอาดจึงได้พบรอยปูนกระเทาะออก เห็นว่าเป็นทองและนาค จึงได้กระเทาะปูนออกดังปรากฏเห็นอยู่ในทุกวันนี้

สถาปัตยกรรม / ถาวรวัตถุ / เสนาสนะที่สำคัญ

๑. พระอุโบสถ เป็นสถาปัตยกรรมแบบทรงโรง วัดโดยยาว ๘ วา ๑๘ นิ้ว กว้าง ๕ วา  ๖ นิ้ว  มีหน้ามุขยาว ๒ วา สูงเเต่พื้นถึงอกไก่ ๖ วาเศษ เป็นมุขลดไม่มีลวดลายประดับ ระหว่างประตูด้านหน้าพระอุโบสถมทำซุ้มติดกับผนัง เป็นที่ประดิษฐ์ฐานพระพุทธรูปย่อมๆ รวมทั้งพระทองด้วย ในปัจจุบันได้มีการเขียนภาพจิตรกรรมฝาผนังภายในพระอุโบสถ  ด้านหน้าเป็นภาพเขียนมารผจญ  รอบข้างเป็นภาพเทพชุมนุมและภาพพุทธประวัติชาดก  และได้มีการติดเครื่องปรับอากาศภายในพระอุโบสถ เพื่อเป็นการอนุรักษ์ภาพเขียนให้มีความคงทนยาวนานยิ่งขึ้น

๒. พระวิหารเขียน คือ  พระวิหารตั้งคู่กับพระอุโบสถ  อยู่ทางเบื้องซ้ายของพระวิหารหลวง  ในตำนานการสร้างโบสถ์กล่าวไว้ว่า  บุตรเขยพระยารามัญเป็นผู้สร้าง  ลักษณะสถาปัตยกรรมแบบทรงโรง  วัดรอบนอกยาว  ๘  วา  ๑๘  นิ้ว  กว้าง  ๔  วา ๒  ศอก  ๑  คืบ  ๙  นิ้ว  หน้ามุข  ๗  ศอก  ๓  นิ้ว   สูงจากพื้นถึงอกไก่  ๖  วาเศษ  เป็นมุขลดมีซุ้มหน้าเหมือนพระอุโบสถ   ภายในซุ้มประดิษฐานพระพุทธรูปทรงเครื่องสมัยอยุธยา    ปางมารวิชัย   ๒   องค์  ตั้งเรียงกัน  ภายในวิหารมีการเขียนภาพลวดลายกระถางต้นไม้ต่าง ๆ เครื่องใช้ เครื่องบูชาแบบของชาวจีน  เหตุนี้จึงเรียกว่า “วิหารเขียน”  สิ่งสำคัญในพระวิหารเขียน ยังมีพระพุทธรูปปูนปั้น  สมัยอยุธยา  พระพุทธรูปของทางฝ่ายมหายาน

๓. พระวิหารหลวง  พระวิหารใหญ่ที่ประดิษฐานพระพุทธไตรรัตนนายก เรียกพระวิหารหลวง  สูงแต่พื้นถึงอกไก่  ๑๘  วา  ๒  ศอก  กว้าง  ๑๓  วา  อยู่ในผังสี่เหลี่ยมจัตุรัส    ตามฝาผนังใหญ่ทั้งสี่ด้าน  เจาะช่องเป็นซุ้มไว้สำหรับตั้งพระพุทธรูปและพระพิมพ์เป็นระยะอย่างเป็นระเบียบ  ช่องพระพิมพ์นั้นสำหรับบรรจุพระพิมพ์  ๘  หมื่น  ๔  พันองค์  เป็นพระขนาดเล็ก  ชาวบ้านเรียกว่าพระงั่ง   เสาภายในพระวิหารหลวงเขียนด้วยดินสีแดงตัดเส้นเป็นลายพุ่มข้าวบิณฑ์  เป็นฝีมือช่างสมัยรัชกาลที่ ๔ หัวเสาประดับด้วยบัวกลุ่มสมัยอยุธยา  รอบผนังทั้งสี่ด้าน ตั้งพระพุทธรูปปางต่าง ๆ ไว้   พระวิหารหลวงนี้มีศิลปกรรมสมัยอยุธยา  คือบานประตู   ซึ่งสลักเป็นลายก้านขดยกดอกนูนออกมาเหนือลวดลาย  ในปัจจุบันได้มีการทำความสะอาดทำให้ปรากฏร่องรอยแห่งความสวยงามของสถาปัตยกรรมอันวิจิตร

๔. ศาลาการเปรียญ ตั้งอยู่ชายน้ำทางทิศตะวันตก  เป็นศาลาทรงไทยสร้างด้วยเครื่องไม้  เป็นสถาปัตยกรรมสมัยรัชกาลที่  ๔  ขนาดยาว  ๑๑  วา  กว้าง  ๖  วา    มีเฉลียงสองชั้น  หน้าบันสลักลวดลายสลักด้วยช่อฟ้าใบระกา   ภายในเพดานประดับด้วยดาวระหว่างคอสองมีภาพเขียนพุทธประวัติโดยรอบ  จารึกว่าเขียนเมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๒  ปัจจุบันใช้เป็นที่ประกอบศาสนพิธีของพุทธศาสนิกชน  

สิ่งสำคัญในศาลาการเปรียญนี้  คือ บุษบกธรรมาสน์ ที่ได้สร้างขึ้นมาแทนธรรมาสน์หลังเก่า  ซึ่งมีลักษณะยาวรี  บรรจุพระสวดได้  ๔  รูป  มีมุขและช่อฟ้าใบระกา  พระครูมงคลเทพมุนี  (ปิ่น)  จำลองแบบสร้างมาแต่วัดสุวรรณดาราม  แต่ไฟไหม้  จึงได้สร้างบุษบกธรรมาสน์หลังนี้ขึ้นมาแทน

 

< ตึกเจ้าแม่สร้อยดอกหมาก >

๕. ตึกเจ้าแม่สร้อยดอกหมาก  เป็นศาลเจ้าของจีน  ถือว่าเป็นที่สถิตของพระนางสร้อยดอกหมาก  ธิดาพระเจ้ากรุงจีนซึ่งเป็นมเหสีของพระเจ้าสายน้ำผึ้ง   ตามที่กล่าวไว้ในตำนวนการสร้างวัด  ชาวจีนเรียกกันว่า  “ศาลเจ้าแม่อาเนี้ย”  ตั้งอยู่ริมน้ำด้านเหนือนอกกำแพงแก้ว  เป็นอาคารก่ออิฐถือปูนสร้างตามแบบสถาปัตยกรรมจีน   มุขด้านหลังเป็นอาคารสองชั้น  ชั้นบนตั้งแท่นบูชาและรูปเจ้าแม่สร้อยดอกหมาก   ชั้นล่างตั้งแท่นบูชารูปเจ้าพ่อกวนอิม  ใกล้ ๆ ศาลนี้มีสมอเรืออันหนึ่ง  ชาวบ้านงมขึ้นมาจากท่าน้ำหน้าวัด  กล่าวกันว่าเป็นสมอเรือของนางสร้อยดอกหมาก  ปัจจุบันได้เก็บไว้ในศาลเจ้าแม่สร้อยดอกหมากแล้ว  ได้รับการบูรณะใหม่ในปี พ.ศ.๒๕๔๓ มีการปั้นลวดลายประดับทั้งภายในและภายนอก  ให้มีลักษณะแบบเก็งจีน  ซึ่งเป็นการอนุรักษ์รูปแบบสถาปัตยกรรมเดิม

๖. เมรุ  ที่ใช้เป็นที่ฌาปนกิจในปัจจุบันนี้   สร้างขึ้นในบริเวณที่เคยเป็นวัดมณฑปมาก่อน  เป็นเมรุเตาอบสร้างขึ้นเมื่อ  พ.ศ.  ๒๕๑๑  ด้วยเงินผลประโยชน์ของวัด   หลังคาเป็นยอดมณฑป  มีศาลาบำเพ็ญกุศล  ๒  ศาลา  และสถานที่บรรจุศพอีก  ๑  หลัง  สิ้นงบประมาณ  ๒๐๐,๐๐๐  บาท

๗. โรงฉันภัตตาหาร  ปัจจุบันกำลังอยู่ในระหว่างดำเนินการก่อสร้างขึ้นใหม่แทนหลังเดิม  เป็นลักษณะอาคาร ๓ ชั้น  สำหรับใช้เป็นสถานที่ฉันภัตตาหารของพระภิกษุ-สามเณร  และรับประทานอาหารของประชาชนโดยทั่วไปที่มาติดต่องานต่างๆ หรือมาประชุมภายในวัดพนัญเชิงฯ โดยติดเครื่องปรับอากาศ ซึ่งสามารถจะรองรับได้ประมาณ  ๑,๐๐๐ รูป/คน  และจะใช้เป็นสถานที่ประชุมขนาดกลาง  สามารถจะรองรับผู้เข้าร่วมประชุมได้ประมาณ ๒๐๐ ที่นั่ง

๘. ตำหนักเดิม (หอสวดมนต์)  ได้รับการบูรณะขึ้นใหม่ในปี  ๒๕๔๔  โดยพระพิพัฒน์วราภรณ์(แวว  กตสาโร  พ.ศ.๒๕๔๗  ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระราชรัตนวราภรณ์)  มีลักษณะเป็นอาคารทรงไทย  ๒  ชั้น  ชั้นบนมีห้องพักรับรองพระภิกษุอาคันตุกะ  อีกด้านหนึ่งเป็นโถงกว้างใช้เป็นที่ประชุมของพระภิกษุสงฆ์เพื่อทำวัตรสวดมนต์ในช่วงเทศกาลเข้าพรรษา  ชั้นล่างได้จัดเป็นห้องประชุมขนาดเล็ก  สามารถจุผู้เข้าประชุมได้ประมาณ  ๑๐๐  ที่  ติดเครื่องปรับอากาศและเครื่องขยายเสียงเพื่อรองรับการใช้งานอย่างสมบูรณ์

๙. หอพระไตรปิฎก ขนาดกว้าง   ๘  เมตร  ยาว   ๙  เมตร  ปัจจุบันเป็นที่เก็บพระไตรปิฎกและตู้พระคัมภีร์โบราณ  ได้รับการบูรณะใหม่ให้มีความสวยงาม

๑๐. หอประชุมสงฆ์ สร้างเมื่อพระราชสุวรรณโสภณ ดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าอาวาส ได้จัดการก่อสร้างเมี่อระหว่าง พ.ศ. ๒๕๒๑ สำเร็จเรียบร้อย  เมื่อ พ.ศ. ๒๕๒๒  สิ้นค่าก่อสร้าง ประมาณ ๔ ล้านบาทเศษ  ต่อมาในสมัยพระธรรมญาณมุนี (ไวทย์  มุตฺตกาโม) เป็นเจ้าอาวาส พระพิพัฒน์วราภรณ์ (นพปฎลหรือแวว  กตสาโร)  เป็นรองเจ้าอาวาส  ได้มีการต่อเติมทำให้สามารถจุผู้เข้าประชุมได้ประมาณ ๑,๐๐๐ คน  ติดเครื่องปรับอากาศพร้อมเครื่องเสียงอย่างสมบูรณ์  โดยใช้งบประมาณทั้งสิ้น จำนวน  ๒๔ ล้านบาทเศษ

๑๑. กุฏิพระธรรมญาณมุนี  เป็นกุฏิทรงไทยกลุ่ม จำนวน ๖ หลัง  ทำด้วยไม้สักทองล้วน สร้างแล้วเสร็จในปี พ.ศ.๒๕๔๒  ในสมัยของพระธรรมญาณมุนี (ไวทย์  มุตฺตกาโม ป.ธ.๕)  ดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าอาวาส  และเจ้าคณะจังหวัดพระนครศรีอยุธยา

๑๒. กุฏิเฉลิมพระเกียรติ   ๑๒  สิงหามหาราชินี   ๒๕๔๗   (พระราชรัตนวราภรณ์)  ฝากุฏิทรงไทยทำด้วยไม้สักทอง  พื้นไม้ตะเคียนทอง  มีลวดลายที่เป็นการอนุรักษ์จิตรกรรมไทย  จำนวน ๔ หลัง  ขวาง ๑ หลัง  ข้าง ๒ หลัง  ชั้นล่างก่ออิฐถือปูน มีการติดเครื่องปรับอากาศ  ใช้เป็นสถานที่สำหรับการทัศนศึกษากุฏิทรงไทยแบบโบราณที่มีความสวยงาม  โดยจะเปิดให้ผู้มากราบไหว้หลวงพ่อโตได้เข้าเยี่ยมชมตลอดทุกวัน  และใช้เป็นสถานที่รับรองพระมหาเถระหรือพระอาคันตุกะ  มีขนาดกว้าง   ๑๒.๒๐    เมตร   ยาว  ๓๒.๑๐   เมตร  สร้างแล้วเสร็จสมบูรณ์ในปี  พ.ศ.๒๕๔๗   ในสมัยพระราชรัตนวราภรณ์ (แวว กตสาโร)  ดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าอาวาสองค์ปัจจุบัน

๑๓.  ศาลเจ้าแม่กวนอิม  เจ้าพ่อกวนอูและเทพเจ้าอุ่ยท้อ  ตั้งอยู่ริมแม่น้ำด้านทิศเหนือของวัด  ติดกับตึกเจ้าแม่สร้อยดอกหมาก  ได้ดำเนินการก่อสร้างแล้วเสร็จในปี ๒๕๔๙  เป็นสถานที่ประดิษฐานรูปปั้นของพระสังกัจจายน์ เจ้าแม่กวนอิม (พระโพธิสัตว์) เจ้าพ่อกวนอู(เทพเจ้าแห่งความซื่อสัตย์)และเทพเจ้าอุ่ยท้อ (เทพเจ้าผู้คุ้มครองพระศาสนา)  ซึ่งประชาชนให้ความเคารพนับถือมาก

วัดพนัญเชิงวรวิหาร-2   วัดพนัญเชิงวรวิหาร-3   วัดพนัญเชิงวรวิหาร-4   วัดพนัญเชิงวรวิหาร-5   วัดพนัญเชิงวรวิหาร-6   วัดพนัญเชิงวรวิหาร-7  

ผู้เขียน :

การเตรียมตัวก่อนไปวัด
๑. จัดทำภารกิจของตัวเองให้เรียบร้อยเพื่อจะได้ไม่ต้องกังวล
๒. ทำจิตใจให้แจ่มใส โดยการระลึกถึงบุญกุศล และคุณงามความดีที่เคยทำมา
๓. รำลึกถึงคุณพระศรีรัตนตรัย ทำใจให้บริสุทธิ์

รายละเอียดเพิ่มเติม :

ติดต่อ : สำนักงานกลางวัดพนัญเชิงวรวิหาร
(กุฏิเจ้าอาวาส)
โทร: ๐ ๒๕๒๔ ๓๘๖๗ - ๘
โทรสาร: ๐ ๓๕๒๔ ๓๘๖๘
อีเมล์ info@watphananchoeng.com

เว็บไซต์ : http://www.watphananchoeng.com/main/index.html